|
ฮะ ฮะ ฮะ...สะเพร่า ๆ จริง ๆ หนอเรา...
ชื่อ "หัวข้อ" ยังพิมพ์ผิดเลย...(พิมพ์ตก.."คล"..เฉยเลย)
*วานเวปมาสเตอร์ ช่วยแก้ให้ถูกด้วยนะครับ
(เพราะดูแล้วบอร์ดนี้ไม่มีการ "แก้ไขข้อความ" แต่อย่างใด)
................................
งั้น! ขอนำเนื้อหาสาระ อันเป็นส่วนขยายความ.. เรื่อง "การทิ้ง/ละลายฉากหลัง"
(ซึ่งก่อนหน้านี้..ผมได้เคยไปโพสต์แนะนำไว้ในบอร์ดอื่น และได้พิมพ์จัดเก็บไว้แล้วใน Word แล้ว)
เอามาทดแทน(ความสะเพร่า)ของตัวเอง.ก็ล่ะกันเนอะ
......................
เทคนิคการทิ้ง/ละลายฉากหลัง
เทคนิคการละลายฉากหลัง สามารถปรับใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น
*การกำหนดรูรับแสง
ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่สุดในการที่จะถ่ายภาพให้หลังเบลอ นั่นคือ หลังจากได้ตัวแบบแล้ว ก็ให้ปรับขนาดรูรับแสงให้กว้างที่สุด ส่วนใครจะถนัดใช้โหมดไหนก็ให้โยกสวิทช์ไปยังโหมดนั้น ๆ เช่น
*โหมด AV(EV) : ข้อดีของโหมดนี้ คือ กล้องจะปรับความเร็ว(ชัตเตอร์)ให้สัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่เราได้ปรับตั้งไว้แต่ต้น รวมถึงปรับค่าไวบาลานด์เป็นค่าอัตโนมัติ ลักษณะแสงที่ตกกระทบของการใช้โหมดนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้แสงธรรมชาต) จะค่อนข้างสมดุล พอดี ๆ แต่...หากใครต้องการใครต้องการค่าแสงตามใจฉันซักหน่อย เช่น ต้องการให้โอเวอร์นิด หรืออันเดอร์หน่อย... ก็ให้โยกไปที่
*โหมด P : โหมดนี้จะสามารถกำหนดค่าความเร็วชัตเตอร์ได้ด้วยตนเอง ส่วนค่าอื่น ๆ จะเป็นค่าอัตโนมัติ
แต่หาก..ปรับค่านี้ก็แล้วแต่ยังไม่ได้ดั่งใจ...ก็ให้ปรับไปที่...
*โหมด M : โหมดนี้เราจะสามารถปรับขนาดความเร็วชัตเตอร์ ค่าไวท์บาลานด์ ค่า ISO ค่าชดเชยแสง อัตราแฟรช และค่าอื่น ๆ ได้ตามใจฉันอย่างแน่นอน
*ในสภาพแสงน้อย หากต้องการให้ได้ภาพที่เป็นแสงธรรมชาติจริง ๆ ก็ควรระวังเรื่องกล้องสั่นด้วย
อย่างไรก็ดี เทคนิคนี้จะบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจยิ่งก็ต่อเมื่อ ควรปรับที่อัตรา1:1 ซึ่งหมายความว่า เพราะหากปรับขนาดรูรับแสงที่ 2.8 แล้ว ผู้ถ่ายเองจะต้องเป็นเดินเข้าหาตัวแบบเองจนกว่าจะได้ขนาดเฟรมเป็นที่น่าพอใจ เพราะหากผู้ถ่ายยืนจุดเดิมแล้วใช้การดึงซูมแล้วไซร้ ค่าของแสงเข้า(f-stop)ก็จะมีอัตราเป็นปฏิภาคกับขนาดช่วงซูมทันที...ส่วนว่าจะมาก/น้อยเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกล้องรุ่นนั้น ๆ..
(ยกเว้นกล้องบางยี่ห้อ..เช่น FZ10/20 ซึ่งจะมีค่ารูรับแสง 2.8 ตลอดช่วงซูม)
*เทคนิคการเลี่ยงฉากหลัง, ผลักฉากหลัง
ต่อเนื่องจากข้างบน แต่อาศัยความพิถีพิถันอีกนิดในการกำหนดฉากหลัง นั่นคือ การเลี่ยงฉากหลังที่จะรวบกวน(แย่งจุดสนใจ)จากตัวแบบไปจนหมดสิ้น กล่าวคือ พยายยามหาฉากหลังที่มีโทนสีมืดกว่าตัวแบบ ในบางกรณีอาจจะสว่างกว่าก็ได้ แต่ก็ไม่ควรให้มีสีสันเจิดจ้ารบกวนมากเกินไป
แต่..ในบางครั้งก็อาจจะต้อง "มีการจัดฉาก" กันบ้าง กล่าวคือ อาจจะต้งมีการการผลัก หรือดึงฉากหลังให้ออกห่างตัวแบบให้มากที่สุด
(สมัยเรียนวิชาการถ่ายภาพ..อาจารย์มักกำชับว่านักศึกษาทุกคนควรพกผ้าโทนสีเข้ม, ดำ ที่ไม่สะท้อนแสง เช่น ผ้ากำมะหยี่ ขนาดอย่างน้อย 1.5x1.5 เมตร และเชือกไว้ในกระเป๋าเสมอ ทั้งนี้เพราะบางครั้งจำเป็นที่เราจะต้องเอาผ้ามาทำเป็นฉากหลังเสียเอง หรือในบางกรณีก็อาจจะจำเป็นต้องใช้เชือกผูกโยงเพื่อดึงฉากหลัง(สิ่งรบกวน)ให้พ้นจากตัวแบบให้มากที่สุด
*ในกรณีที่ผู้ถ่ายไม่สามารถเข้าใกล้ตัวแบบได้มากกว่ากว่านั้นอีกแล้ว...จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยอาศัยการซูมเข้าช่วย ก็พยายามปรับขนาดรูรับแสงให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็พยายามหามุมภาพที่มีหลังฉากหลังอยู่ห่างจากตัวแบบให้มากที่สุด
การทิ้ง/ละลายฉากหลัง นอกจากเทคนิคพื้นฐานดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ก็ยังจะมีเทคนิคอื่น ๆ อีก นั่นคือ
*การทำหลังดำ
ในกรณีเช่นนี้กล้องในระดับ Prosumer, DSLR/SLR จะได้เปรียบกล้องคอมแพ็คค่อนข้างมากทีเดียว เทคนิคนี้จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับทคนิคหลังเบลอข้างต้นโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ วิธีการปรับเทคนิคนี้ก็คือ หลังจากปรับไปที่โหมด M แล้ว ให้ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบที่สุด ปรับความเร็วชัตเตอร์สูงสุด หรืออาจจะรวมไปถึงต้องปรับค่าชดเชยแสง ค่า ISO ค่าไวท์บาลานด์ ฯลฯ (ภาพที่ปรากฎในหน้าจอจะอันเดอร์มากจนมองแทบไม่เป็นตัวแบบเลยก็ได้) หลังจากนั้นจึงค่อยไปปรับอัตราค่า fill flash เพื่อกำหนดให้ตกกระทบที่ตัวแบบ
หมายเหตุ :
สำหรับผู้ที่มีกล้องที่สามารถแยกแฟรช(sync flash)ได้ก็ยิ่งดีแล้วใหญ่ ทั้งนี้เพราะจะมีความสะดวกในการใช้เทคนิคนี้เป็นอย่างมากทีเดียว เพราะในการ fill flash นั้นจะสามารถกำหนดทิศทางการเข้าของแสงจากทิศทางใดก็ได้ เช่น กำหนดให้เข้าทางด้านซ้าย/ขวา หน้า/หลัง กดแสงลงมาจากด้านบน หรือเงยทะแยงจากด้านล่างก็ยัง หรือทิศทางอื่นใดก็ได้ รวมทั้งสามารถนำแฟรชเข้าไปจ่อ ใกล้ ๆ ตัวแบบ และสามารถจะกำหนดอัตราแสงตกระทบได้มากมาก/น้อยตามต้องการ เช่น ในกรณีการถ่ายภาพชิ้นงาน ถ่ายแบบ หรือ อื่นใด...ต้องการเน้นเฉพาะจุดใดจุด ได้
จุดเด่นของการใช้เทคนิคนี้ ก็คือ จะได้ภาพที่มีลักษณะ ?หลังดำ? คือ ตัวแบบเด่น ฉากหลังมืด
ข้อแนะนำ :
ถ้าจะให้ดี..หากเป็นไปได้ควรใช้วิธีเลี่ยงฉากหลัง หรืออาจจำเป็นต้อง ?จัดฉาก? โดยการผลักให้ฉากหลังออกห่างจากตัวแบบให้มากที่สุด...เพื่อไม่ให้มารกรุงรังอยู่ใกล้ ๆ ตัวแบบนั่นเอง
*การกำหนดรูรับแสง(แคบ) :
เทคนิคการกำหนดรูรับแสง(แคบ)นี้มีวีการแทบจะเหมือนๆ กับเทคนิคหลังดำดังกล่าว เพียงแต่ให้ดีกรีความเข้มในการปรับให้อ่อนลงมาหน่อยเท่นั้น กล่าวคือ ในกรณีที่ต้องการถ่ายตัวแบบ แต่..มีข้อแม้ว่าให้ได้ฉากหลังด้วย
เงื่อนไข คือ อย่าให้ฉากหลังมารบกวนหรือดึงจุดสนใจไปจากตัวแบบมากเกินไป เช่น กรณีต้องการถ่ายตัวแบบ (นางแบบน่ะแหละ) กับฉากหลังที่เป็นแนวถนน ไฟประดับสถานที่ อาคารประดับไฟ หรือสถานที่อื่นใด
โดยเราสามารถปรับกล้องในลักษณะให้รูรับแสงแคบได้ดังนี้ครับ คือ
ปรับไปที่โหมด M : ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบสุด ปรับความเร็วชัตเตอร์ในระดับหนึ่ง ปรับค่าไวท์บาลานด์(เพื่อให้ตรงกับสภาพแสงในขณะนั้น) หรืออาจจะหมายรวมไปถึงจะต้องปรับค่าชดเชยแสง และค่า ISO ด้วยก็ได้ โดยให้วัดแสงที่ฉากหลัง...ปรับจนกว่าฉากหลังอันเดอร์อย่างน้อย 2-3 สต็อปขึ้นไป(หรือจนกว่าจะพอใจ)
จากนั้นจึงค่อยไปปรับอัตรา fill flash ยิงแสงไปยังตัวแบบ (จะให้แสงที่ตัวแบบพอดี ๆ หรืออันเดอร์นิด โอเวอร์หน่อย นั่นก็แล้วแต่ความพอใจ)
จุดที่น่าสนใจของการปรับด้วยเทคนิคนี้ก็คือ นอกจากจะขับเน้นให้ตัวแบบโดดเด่นแล้ว เรายังจะได้ฉากหลังอีกด้วย(ให้รู้ว่าถ่ายบริเวณใด) แต่จุดที่น่าสนใจก็คือ บรรดาแสงไฟหลอดต่าง ๆ ไม่ว่าจะมาจากรถยนต์ ไฟราวประดับ ไฟอาคาร ฯลฯ จะมีประการแฉกสวยงามแปลกตาออกไป
หมายเหตุ :
การใช้เทคนิคนี้สามารถปรับนำไปใช้กับการถ่ายภาพในกรณีที่ตัวแบบ และฉากหลังมีค่าความต่างของแสง(contrast) มากเกินไป แต่..เราต้องการให้ได้ทั้งตัวแบบและโลเคชั่นหรือฉากหลังด้วยในคราวเดียวกัน เช่น ชายทะเล หรือบริเวณน้ำตก หรืออื่นใด ซึ่งฉากหลังมักจะมีแสงแดดจัด (แต่ตัวแบบหลบอยู่ในที่ร่มไม่ยอมออกไป..กลัวผิวเสียอะไรประมาณนั้น)... แต่กระนั้นก็ยังอยากจะได้วิวทะเลหรือน้ำตกสวย ๆ ด้านหลังด้วย ซึ่งหากเราถ่ายโดยใช้โหมดอัตโนมัติหรือโหมดสำเร็จรูปที่กล้องให้มา (ซึ่งกล้องก็มักจะวัดแสงให้พอดีที่ฉากหลังแทน) ตัวแบบด้านหน้าก็จะมืดตึ๊ดตื๋อ ไม่เป็นไปอย่างใจต้องการ
แนะนำ :
วิธีการที่จะได้ภาพออกมาอย่างที่ต้องการนั้น... ?แทบจะเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น? เพียงแต่ให้เราวัดแสงที่ฉากหลังที่พอดี หรือเป็นที่น่าพอใจ (ซึ่งแน่นอนว่าภาพตัวแบบที่ปรากฏในจอนั้นอันเดอร์หลายสต็อป) หลังจากนั้นผู้ถ่ายจึงไปปรับอัตราการ fill flash เพื่อให้ไปตกกระทบที่ตัวแบบ
(ซึ่งอาจจะใช้วิธีการถ่ายเทสต์ดูจนกว่าจะได้สภาพภาพที่ตัวแบบเป็นที่น่าพอใจ หรืออย่างในกรณีของกล้องฟิล์มก็อาจจะใช้วิธีการถ่ายคร่อม)
*ออ! อีกตัวช่วยหนึ่ง ซึ่งจะให้คุณภาพแจ่มแจ๋วที่สุดในการถ่ายให้ฉากหลังเบลอ ก็คือ ?การใช้เลนส์จำเพาะ? นั่น
คือ การใช้เลนส์เทเลโฟโต้ หรือเลนส์ซูม
(ที่มีช่วงยาวมาก ๆ.. อย่างน้อยก็ซัก 145 มม. ขึ้นไป)
|
|